ความแตกต่างระหว่างมอปลายไทยกับ High School อเมริกา!

blogpost2.jpg

สวัสดีค่า หลายคนอาจจะกำลังสนใจหรือไม่ก็สงสัยเกี่ยวกับการศึกษาต่อที่อเมริกาวันนี้เราก็เลยจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน “มัธยมปลาย” ในอเมริกาให้ฟังค่ะว่า มีความเหมือนความต่างกับโรงเรียนในไทยอย่างไรบ้าง อาจไม่ได้ลงรายละเอียดเป็นโรงเรียน ๆ ไป แบบโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดเล็กอะไรพวกนั้น เพื่อให้เนื้อหากระชับนะคะ

 

ด้านหลักสูตร

1. ไทยเรียนม. ปลายสามปี อเมริกาเรียนสี่ปี
ความต่างแรกของทั้งสองประเทศก็คือ ที่อเมริกาจะแบ่งชั้นเรียนเป็น Freshman, Sophomore, Junior และ Senior ค่ะ ก่อนหน้านั้นจะเป็น Elementary School (ประถมศึกษา) และ Middle School (มัธยมต้น) ตามลำดับ ไม่เหมือนกับไทยที่มีแค่ม.4-6 เท่านั้นสำหรับม.ปลาย

2. ไทยเลือกสายเรียน อเมริกาเลือกวิชาเรียน
เด็กอเมริกันจะเริ่มเลือกวิชาเรียนเองตั้งแต่เกรด 9 หรือม.3 และจะเลือกเป็นรายวิชาไปไม่ใช่เป็นสายวิชา โดยโรงเรียนจะมีลิสต์วิชาที่ต้องเรียนก่อนจบมาให้ เช่น ต้องเรียนภาษาอังกฤษสองปี คณิตศาสตร์สองปี ภาษาต่างประเทศหนึ่งปี อะไรก็ว่าไป นักเรียนมีหน้าที่ลงเรียนวิชาพวกนี้เอง โดยจัดสรรเวลาได้ตามอิสระ เพราะโรงเรียนไม่ได้กำหนดตารางเรียนมาให้ค่ะ

3. อเมริกามีวิชาให้เลือกเรียนเยอะกว่าไทย
จำได้ว่า ตอนเรียนที่ไทยมีวิชาเลือกน้อยมาก รู้สึกจะมีหนึ่งวิชา แล้วก็มีวิชาชุมนุมกับวิชาเสรี ซึ่งตอนเรียนเราเลือกเรียนทำอาหารไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว โรงเรียนไทยจะเลือกวิชาเฉพาะของสายต่าง ๆ แล้วจัดตารางเรียนมาให้เลย เราจะไม่ได้เลือกเอง

ส่วนที่อเมริกานั้นจะมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะมาก ๆ สมมติเทอมนี้ต้องเรียนห้าวิชา (แบบนี้ถือว่าลงเรียนน้อยมาก) เราอาจเลือกเรียนวิชาเคมี (Chemistry) ที่เป็นวิชาแนววิทย์ ร่วมกับวิชาถ่ายภาพ (Photography) ที่เป็นแนวอาร์ต และวิชาประสานเสียง (Choir) ปรัชญา (Philosophy) และวรรณกรรมอังกฤษ (English Literature) ซึ่งเป็นหมวดมนุษย์ศาสตร์ (Humanity) แล้วเรียนทุกอย่างที่ว่ามานี้พร้อมกันได้ในหนึ่งเทอม ซึ่งที่ไทยเราเลือกปะปนแบบนี้ไม่ได้เลย

วิชาอื่น ๆ นอกจากที่ว่ามาก็ยังมี วิชาดนตรีออเคสตร้า (Orchestra) และ วิชาเวิร์กชอปต่าง ๆ (Workshop) เช่น ถ้าเลือกวิชางานไม้ (Woodwork) ก็จะได้ทำเก้าอี้ โต๊ะ หรือกล่องใส่ของเล็ก ๆ วิชานี้ญาติของโฮสต์เราลงเรียนไปก็ได้ทำจิ๊กซอว์ เครื่องบิน ซึ่งทำเสร็จแล้วให้เป็นของขวัญได้เลย

4. บุคลากรมีความสามารถหลากหลายกว่า
สาเหตุที่อเมริกาเปิดวิชาได้มากมายในโรงเรียนก็เพราะมีอาจารย์ที่หลากหลาย ไม่ได้มีแค่อาจารย์จบภาษาอังกฤษ จบไทย จบวิชาพื้นฐานเท่านั้น เพราะอาจารย์ที่อเมริกาเรียนจบในสาขาอื่น ๆ มาก่อนแล้วค่อยมาเป็นอาจารย์ไฮสคูลภายหลัง นักเรียนจึงได้เรียนรู้จากผู้คนที่หลากหลาย

5. มีวิชาในระดับสูงให้เลือกเรียนด้วย
อีกสิ่งที่วิชาเรียนในอเมริกาต่างจากไทยก็คือ เขามีวิชาระดับยากให้เลือกเรียนด้วย ซึ่งต่างจากวิชาทั่วไป (regular classes) เช่น วิทย์พื้นฐาน อังกฤษพื้นฐาน วิชาระดับสูง หรือ AP (Advance Placement) เป็นวิชาที่เอาไปยื่นตอนเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อพาสชั้นได้ เพราะมีระดับความยากพอ ๆ กับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจริง ๆ

เพื่อนชาวปากีสถานของเราคนหนึ่ง เรียนจบจากโรงเรียนที่ใช้ระบบอังกฤษ ซึ่งเปิดสอนวิชาระดับสูงเหมือนกัน (แต่เรียกว่าวิชา IB) พอเรียนจบมาต่อมหาวิทยาลัย เพื่อนคนนี้ก็ข้ามวิชาเรียนไปได้หลายวิชาเช่น ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ต้องเรียนแคลคูลัส 1 แคลคูลัส 2 เขาไม่ต้องเรียนอีก นักเรียนอเมริกันก็เหมือนกัน ถ้าเรียนวิชาระดับสูงมา พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ข้ามวิชาที่เรียนไปแล้วได้เลย นอกจากช่วยประหยัดเวลาเรียนแล้ว แต่ละคนยังได้รู้ระดับความสามารถของตัวเองอย่างชัดเจนด้วยว่าตัวเองอยู่ขั้นไหน และยังมีที่ยากขึ้นไปกว่านี้อีกกี่ขั้น ทำให้วางแผนการเรียนได้ตั้งแต่อยู่ม.ปลาย ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยล่ะค่ะ

6. เน้นการปฏิบัติให้ทำจริงมากกว่าท่องจำ
การเรียนในไทยมักจะเน้นให้อ่านหนังสือมากกว่า เห็นได้ชัดคือวิชาเคมี อย่างเราเรียนสายศิลป์คำนวณมา ก็จะได้เรียนวิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีวะมาบ้างอย่างละเทอม ไม่ได้เรียนพร้อมกันทุกวิชาเหมือนสายวิทย์ พอเรียนเสร็จก็ไปติวกับอาจารย์อุ๊ต่อตั้งแต่ทุ่มนึงถึงสามทุ่ม นั่งท่องเรื่องลิเทียม โซเดียม โปแตสเซียม แล้วจินตนาการว่าถ้ามันผสมกันจะระเบิดยังไงโดยไม่เคยได้ทดลองจริงเลย

พอเรามาอเมริกาก็เลยลองลงวิชาเคมีดู เพราะอยากรู้เรื่องวิทยาศาสตร์บ้าง เคยได้ยินมาว่าที่นี่เน้นให้ทดลองจริง (ไม่เน้นคำนวณมาก ให้ใช้เครื่องคิดเลขได้) ปรากฏก็ได้ทดลองทุกวันจริงๆ โดยในช่วงต้นคาบอาจารย์จะสอนเนื้อหาก่อนว่า สารเคมีอะไรผสมกันจะเกิดปฏิกิริยาอะไร จากนั้นอีกครึ่งชั่วโมงก่อนจบคาบก็จะเป็นช่วงทดลองสิ่งที่อาจารย์ได้บรรยายไปก่อนหน้านี้ แต่ถ้าวันไหนเรียนเรื่องที่ไม่มีการทดลองประกอบ เช่นเรื่องการดุลสมการเคมี อาจารย์ก็จะให้ทำการทดลองแปลก ๆ แทน เช่น ทำไอติม ทำยาสีฟัน ซึ่งทำให้นักเรียนรู้สึกสนุกกับวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้น

เราว่า การทดลองจะเป็นประโยชน์มากกับเด็กที่เรียนรู้จากการปฏิบัติ (Doer) ในห้องเรียนหนึ่ง มีเด็กที่เรียนรู้ด้วยวิธีต่างกันหลายแบบ บางคนเรียนรู้ได้ดีจากการอ่าน บางคนเรียนรู้จากภาพ จึงควรต้องมีวิธีการสอนหลาย ๆ อย่างเพื่อนักเรียนทุกคน ส่วนหนึ่งที่โรงเรียนอเมริกันทำแบบนี้ได้ อาจเป็นเพราะการจัดสรรงบประมาณที่เอื้อกว่าของไทย ซึ่งไม่มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพียงพอก็เป็นได้

7. เด็กฝรั่งเดินเรียน เด็กไทยอาจารย์มาถึงห้อง
เป็นอีกเรื่องที่เราเห็นได้ชัด และหลายคนก็คงเห็นได้จากการดูหนังต่างประเทศ เช่น High School Musical ค่ะ คือที่อเมริกาเขาจะไม่ให้เด็กอยู่ติดห้องเป็นม.6/2 6/3 6/4 เหมือนที่ไทยเราทำ แต่อาจารย์นั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายอยู่ประจำห้องแทนค่ะ

อย่างโรงเรียนไฮสคูลที่เราไป เขาจะจัดห้องวิชาวิทย์อยู่ด้วยกันคือใกล้ๆกันหมดเลยเป็นเหมือน Science wing หน้าห้องจะเป็นโต๊ะอาจารย์ กระดานและตู้เก็บของทดลอง ด้านหลังห้องเป็นโต๊ะทำการทดลองที่นั่งได้สี่ห้าคน (เหมือนเรื่องทไวไลท์มากกก!) ส่วนชั้นบนเป็นหมวดวิชาภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่สอนวิชาแบบเดียวกันก็จะอยู่ห้องใกล้ ๆ กันหมด ถ้าเราลงวิชาหมวดภาษาอังกฤษก็ไปหาห้องได้จากตรงนั้น ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะอาจารย์จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบกสื่อการสอนไปมา ปล่อยให้เด็ก ๆ ที่ยังมีแรงเดิน ไปหาห้องกันเองดีกว่า

ในมุมของนักเรียนก็เหมือนกับได้ออกแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองจริง ๆ (คือหาห้องเองด้วยเลยไง 555555 ) ทำให้รู้ตัวว่าตอนนี้ถึงเวลาเรียนแล้ว ไม่ใช่ว่าอยู่ห้องก็เล่นกันจนไม่รู้ว่าอาจารย์เข้าห้องมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครบอกสวัสดีอาจารย์ ถ้าอาจารย์อยู่ติดห้องไปเลยก็น่าจะพร้อมสอนตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวเข้าห้องสายด้วย

8. ในอเมริกาได้เรียนกับคนหลากหลายกว่า
เนื่องจากว่านักเรียนได้เลือกวิชาตามใจชอบ ก็เลยจะได้เจอเพื่อนที่หลากหลายมาก ที่ไทยเราเรียนอยู่ห้องเดียวกันตั้งสามปี ที่โรงเรียนเรามีสิบแปดห้อง ห้องติด ๆ กันก็จะรู้จักกัน ส่วนห้องอื่น ๆ ก็ไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ แต่ที่อเมริกาเราจะได้รู้จักเพื่อนนักเรียนหลากหลาย หรือแม้แต่รุ่นพี่รุ่นน้องปีอื่นด้วย สามารถถามรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกันได้เลยว่าวิชานู้นนี้เป็นยังไง การสอบ SAT ยากมั้ย ต้องเตรียมตัวยังไง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนแน่นแฟ้นขึ้น และมีโอกาสได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายมากขึ้นด้วย

แต่ไม่ใช่ว่าการจัดห้องแบบไทยจะไม่มีอะไรดีเลยนะคะ ข้อดีอย่างหนึ่งของมันก็คือ เราจะได้เพื่อนที่ผูกพันมาก ๆ ในห้องเดียวกัน มองตาก็รู้ใจ เหมาะกับการทำงานกลุ่มที่สุด แต่ที่อเมริกา เราไม่ได้มีคนที่รู้จักกันดีขนาดนั้น เวลาต้องจับกลุ่มทำงานเลยอาจมีอาการ awkward บ้าง ไม่รู้จะไปอยู่กลุ่มไหนดี โดยเฉพาะนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เพิ่งมาถึงแล้วยังไม่ทันได้สนิทกับใคร

9. อเมริกาเน้นห้องเรียนเล็ก ๆ เด็กน้อย ๆ
จำนวนนักเรียนแต่ละห้องของอเมริกาน้อยมาก ส่วนมากมีนักเรียนต่ำกว่าสามสิบคน บางคลาสเรียนกันอยู่แค่สี่ห้าคนก็มี ตัดภาพมาที่ไทย ห้องหนึ่งของเรามีกันตั้งห้าสิบคนอัดเข้าไป อาจารย์ดูแลไม่ทั่วถึง มีการแบ่งแยกเด็กหน้าห้อง กลางห้อง หลังห้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก

ห้องเรียนเล็ก ๆ ช่วยให้โรงเรียนอเมริกันจัดการสอนแบบ discussion base หรืออภิปรายกลุ่มได้ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โต้วาทีกันได้ทั่ว ต่างจากของไทยที่อาจารย์จะเป็นคนพูด ให้ฟัง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักเรียนของที่อเมริกาและไทยต่างกันออกไปด้วย

ด้านความสัมพันธ์กับอาจารย์

10. อาจารย์จริงใจ นิสัยดี มีเวลาให้

ถึงเราจะไม่ได้สนิทกับอาจารย์แบบเป็นเพื่อนกัน แต่นักเรียนก็ไม่ได้รู้สึกกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับอาจารย์

เราเป็นคนหนึ่งเลยล่ะที่แย้งอาจารย์บ่อย โดยเฉพาะหลังจากที่กลับมาจากอเมริกา พอแย้งทีเพื่อน ๆ ก็จะหันมามองเลย แบบว่า “โอ้โห เอาแล้ว ๆ” ทั้งที่ความจริงเราก็ไม่ได้แย้งเพื่อจะ discredit อาจารย์หรอกนะ แต่ถ้าอาจารย์สอนผิดเราก็ต้องท้วงเป็นธรรมดา ซึ่งสำหรับอาจารย์บางคน เขาจะรู้สึกว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสอนผิด และรู้สึกไปเองว่าเรากำลังว่าเขา เราไม่มีสัมมาคารวะ ไม่ให้เกียรติอาจารย์ ขณะที่อาจารย์ที่อเมริกาจะให้เกียรติความคิดเห็นนักเรียนอย่างเท่าเทียม

การทำงานกลุ่มก็เหมือนกันค่ะ ที่อเมริกาจะไม่มีประเภท ทำงานคนเดียว อีกสามคนจ่ายตังค์นะคะ เราทำงานด้วยกันได้ดี และดีขึ้นด้วยเมื่อเรียนรู้ที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ อาจารย์อเมริกันก็ยัง มีเวลานอกคาบให้นักเรียน ด้วยค่ะ เรียกว่า office hour ซึ่งก็คือช่วงที่อาจารย์ไม่มีสอนแต่ยังอยู่ที่โรงเรียน นักเรียนสามารถเข้ามาปรึกษารายงานและเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับการเรียนได้ ซึ่งที่ไทยจะไม่เป็นแบบนี้

เราเข้าไปห้องพักครูทีไร ถึงกับหนาวทุกที เพราะครูหันมามองกันหมด ความไม่เป็นส่วนตัวแบบนี้ทำให้นักเรียนรู้สึกไม่กล้าตั้งคำถาม ตอนแรกไม่กล้าถามในห้องกะจะไปถามนอกเวลาเรียน ปรากฏว่าก็มาเจออาจารย์อีกเพียบในห้องพักครูอีก เลยไม่กล้าถามอยู่ดี เราว่าประเทศไทยก็น่าลองจะทำอะไรแบบนี้ดูเหมือนกันนะคะ ให้ครูมีช่วงที่ได้ออกมาฟังคำปรึกษาของเด็ก ๆ นอกห้องพักครูบ้าง เด็กจะได้กล้าตั้งคำถามมากขึ้น

11. อเมริกาเน้น individualism ไทย collectivism

Individualism คือการเน้นให้คนมีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ที่เราเห็นได้ชัดก็คือ การที่เขาไม่มีเครื่องแบบนักเรียน แต่ให้แต่ละคนมีโอกาสแสดงความชอบและแสดงตัวตนออกมา ขณะที่ไทยจะให้นักเรียนแต่งกายเหมือนกัน ทำอะไรพร้อม ๆ กัน ไปด้วยกัน มีช่วงเคารพธงชาติ สวดมนต์ ฟังประกาศร่วมกันทุกเช้า ซึ่งการมารวมตัวกันเยอะ ๆ แบบนี้ในโรงเรียนอเมริกันเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญจะประกาศจริง ๆ ก็จะไม่มีการเรียกประชุมเลย

Individualism ของอเมริกันแฝงอยู่ในการเรียนด้วยเช่นกันค่ะ โดยก่อนจะจบวิชาหนึ่งได้ นักเรียนจะได้ทำโปรเจ็กต์จบ (Final Project) เพื่อดึงเอาความรู้ความสามารถและความสนใจส่วนบุคคลออกมาใช้อย่างเต็มที่ อย่างของเราเองได้เรียนวิชาเลือกที่น่าสนใจมากชื่อ Holocaust and Human Behavior  (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและพฤติกรรมมนุษย์) หลังจากที่เราได้อ่านและดูหนังเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้วก็ต้องทำงานจบซึ่งมีโจทย์ว่า ให้ไปทำงานศิลปะที่สื่อถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มา พร้อมเขียนเปเปอร์อธิบายผลงานด้วย เราเลือกทำงานเพ้นต์ส่งไป ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะนอกจากได้สรุปความรู้แล้ว ยังได้ประยุกต์ใช้ทักษะการวาดและระบายสีที่เราถนัดด้วย

ด้านกายภาพ

12. ไฮสคูลที่อเมริกามีตึกเดียว

โรงเรียนของอเมริกามีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในตึกเดียว ทั้งยิม ห้องเรียน โรงอาหาร ห้องใต้ดิน  และทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าที่ไทยจะแยกอาคารเป็นตึกหนึ่ง ตึกสอง ตึกสาม สนามกีฬา ห้องประชุม และอื่น ๆ

ที่อเมริการวมกันแบบนี้มีเหตุผลสำคัญคือ …. เพราะมันหนาวค่ะ!

ถ้านักเรียนต้องเดินระหว่างตึกในช่วงที่หนาวมาก ๆ ติดลบสามสิบองศา คงจะไม่ไหวแน่ ขนาดประตูเข้าตึกที่อเมริกายังต้องมีสองชั้น แถมมีที่ว่างระหว่างประตูให้กระทืบเท้าเอาหิมะออกก่อนด้วยเลย

แต่แม้จะมีแค่ตึกเดียว โรงเรียนที่อเมริกาก็มี facility หรือสาธารณูปโภค ให้ใช้ครบครันนะคะ ทั้งสระว่ายน้ำ สนามกีฬา ยิม และอื่น ๆ ซึ่งเปิดให้คนในชุมชนใกล้เคียงเข้ามาใช้ได้ด้วย เป็นการเน้นให้นักเรียนมีกิจกรรมทำหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่แค่อ่านตำราอย่างเดียว ต่างจากที่ไทย ซึ่งถ้าไม่ใช่โรงเรียนใหญ่ ๆ ก็จะไม่มีอะไรแบบนี้เลยเพราะมีพื้นที่น้อยเกินไป

โรงเรียนมัธยมปลายของเราที่ไทยยังเป็นโรงเรียนใหญ่ มีอัฒจรรย์ ลู่วิ่ง สนามกีฬาหลายอย่าง แต่กับบางโรงเรียนอาจมีแค่สนามฟุตบอลที่มีแต่เด็กผู้ชายมาเล่นกัน และไม่พอรองรับนักเรียนส่วนใหญ่ได้

และเนื่องจากเป็นตึกเดียว โรงเรียนที่อเมริกาเลยติดแอร์และฮีตเตอร์สำหรับทั้งได้ง่าย ซึ่งถ้าย้อนกลับมาดูประเทศไทยแล้ว เราก็จะเห็นนะคะว่า บางวันที่ร้อนจัดโรงเรียนก็ยังไม่มีแอร์ให้ครูและนักเรียนเลย บางโรงเรียนอาจมีแอร์ให้เฉพาะห้องของครูฝรั่งเท่านั้น (ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัดสินใจติดแอร์เฉพาะห้องที่อาจารย์ต่างชาติสอน แล้วอาจารย์คนไทยล่ะ?)

และนี่ก็คือลิสต์ทั้งหมดที่ซีมเก็บรวบรวมมานำเสนอค่ะ

ใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนในอเมริกา ก็สามารถถามเรามาได้ทางไลน์ หรือเมสเสจในเฟสบุ๊ก
อย่าลืมช่วยกัน Like, Share และ Subscribe เด็กไทยไกลบ้านด้วยนะคะ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเด็กไทยไกลบ้านน้า ❤

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s